Loading...
 Print
06796  นามรูปปริจเฉทญาณ

ถ้าได้ประจักษ์ลักษณะของนามและรูป

เป็นนามรูปปริจเฉทญาณ ใจของท่านจะเป็นอย่างไร

         เพราะฉะนั้นขอให้ท่านลองคิดดูว่า ถ้าท่านได้ประจักษ์ลักษณะของนามและรูป  ที่

เป็นนามรูปปริจเฉทญาณ  ใจของท่านเป็นอย่างไร   โลกทั้งโลกไม่มี   มีแต่ลักษณะของ

นามชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นปรากฏ   รูปชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นปรากฏ ทีละนาม ทีละรูป ทีละนาม

ทีละรูป  โลกที่เคยติดกันแน่นเป็นสัตว์  เป็นบุคคล ไม่มีเลย  ใจของท่านเป็นอย่างไรคะ

          ถามถึงใจก่อนว่า ถ้าประจักษ์อย่างนั้นจริงๆ ใจของท่านเป็นอย่างไร คาดคะเนไม่

ถูก ใช่ไหมคะ

ผู้ฟัง    อิ่มเอิบ

สุ.         อิ่มเอิบเพราะอะไร และไม่อิ่มเอิบเพราะอะไร

ผู้ฟัง    เพราะใกล้บรรลุ

สุ.        ยังไม่บรรลุค่ะ นามรูปปริจเฉทญาณเท่านั้น ประจักษ์สภาพที่ไม่ใช่เป็น

สัตว์ เป็นบุคคล  เป็นตัวตน ที่สืบต่อกันอย่างนี้เลย   เป็นแต่เพียงลักษณะของนามชนิด

เดียว อย่างอื่นหมด ไม่มี รูปชนิดเดียว ลักษณะเดียว ทีละนาม ทีละรูป ทีละนาม ทีละรูป

อย่างอื่นไม่มีเหลือเลยที่จะควบคุมรวมกันเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นโลก เป็นแท่ง  ไม่มีเลย

ใจจะเป็นอย่างไร สภาพจริงๆ ของใจจะเป็นอย่างไรคะ

ผู้ฟัง   อิ่มเอิบ

สุ.      โลกหายไปหมดแล้วอิ่มเอิบ  แต่ก่อนเคยเป็นตัวเป็นตน  เคยเต็มพร้อมไปทั้งทาง

ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

         ได้ยินได้ฟังมาจากไหนเรื่องอิ่มเอิบ โลกทั้งโลกนี่หมดแล้ว เหลือแต่นาม

ทีละนาม รูปทีละรูปเท่านั้น

ผู้ฟัง  

สุ.       ไม่มีเลย มีแต่ลักษณะของนามกับรูปเท่านั้น ใจเป็นอย่างไรคะ ไม่มีเลย  ไม่เหลือ

เลย  ใจเป็นอย่างไร

ผู้ฟัง   ขอให้อาจารย์ตอบว่า ใจอาจารย์เป็นอย่างไร

สุ.       ดิฉันอยากให้ท่านผู้ฟังคิดค่ะ ใจจะเป็นอย่างไร ลองคิดดูซิคะ ใจของใครจะตรง

กับสภาพตามความเป็นจริงบ้าง

          หลายอย่าง เพราะว่าอะไร มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดจิตแต่ละชนิด   ไม่มีใครที่จะไป

ดัดแปลงประคับประคอง     เป็นอัตตาที่จะไปฝ่าฝืนทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ขึ้นได้เลยใน

ขณะนั้น แล้วแต่จิตประเภทใดจะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยใด  เหมือนอย่างท่านที่ต้องการ

จะไม่เกิด อยากจะพ้นไปเสียเร็วๆ เกิดมาแล้วก็เป็นทุกข์ ต้องการจะขะมักเขม้นเจริญสติ-

ปัฏฐาน  แต่ไม่ระลึกรู้จิต  มีทางจะพ้นไหมคะ จิตนานาชนิดของท่านก็เกิด  เดี๋ยวโลภะก็

เกิดอีก  เดี๋ยวโทสะก็เกิดอีก  เดี๋ยวโมหะก็เกิดอีก   เพราะไม่เคยระลึกรู้ลักษณะของจิตว่า

เป็นแต่เพียงนามธรรมชนิดหนึ่งเลย

     เพราะฉะนั้นทางที่จะไม่เกิด ก็คือต้องระลึกรู้จิต ระลึกรู้เวทนา ระลึกรู้กาย ระลึกรู้ธรรม

ตามความเป็นจริง ให้ปัญญารู้ชัด ไม่ใช่ไปขะมักเขม้นที่จะไม่รู้

    เพราะฉะนั้นเรื่องของจิต แล้วแต่เหตุปัจจัยว่า ปัจจัยใดทำให้จิตใดเกิดขึ้นในขณะนั้น

แต่ขอให้ลองคิดต่อไปอีกสักนิดหนึ่งว่า   พร้อมหรือยังที่จะประจักษ์ยิ่งกว่านั้นอีก คือ การ

เกิดขึ้นและดับ แทงตลอด เพราะว่าเวลานั้นมีลักษณะของนามธรรมที่ปรากฏทีละอย่าง

รูปธรรมทีละอย่างสืบต่อกัน  การที่ไม่เคยประจักษ์ในสภาพความเป็นอนัตตา ความไม่ใช่

สัตว์ ความไม่ใช่บุคคล       เป็นแต่เพียงสภาพของนามธรรมและรูปธรรมเท่านั้นที่กำลัง

ปรากฏ การที่ไม่เคยรู้อย่างนี้เลย แล้วก็มีความรู้ปรากฏชัดเจน เป็นนามรูปปริจเฉทญาณ

ในขณะนั้น    พร้อมหรือยังที่จะประจักษ์ยิ่งกว่านั้นอีก คือ ความเกิดขึ้นและดับไปของแต่

ละนามแต่ละรูป ตามปกติ พร้อมหรือยังคะ

       อาสวะ โอฆะ โยคะ คันถะ หายไปไหน สำหรับผู้ที่ไม่ใช่อุคฆติตัญญู วิปปัญจิตัญญู

หายไปได้ไหมคะ  ถ้าหายไม่ได้ เกิดได้ไหม อย่าลืมนะคะ อาสวะไหลไปถึงโคตรภู  และ

ไหลไปถึงภวัคพรหม  คือ อรูปพรหม   ไม่ใช่ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานพยายามที่สุดที่จะให้จิต

สงบอย่างสมาธิ  ไม่ให้เกิดโลภะ  ไม่ให้เกิดโทสะเลย   และก็คิดว่าเมื่อจิตสงบแล้ว  ก็จะ

เกิดการรู้อริยสัจธรรมขึ้น นั่นไม่ใช่การเจริญสติปัฏฐาน นั่นไม่ใช่เป็นการอบรมปัญญาให้

รู้ลักษณะของเห็นที่กำลังเห็น   ได้ยินที่กำลังได้ยิน  โลภมูลจิต  โทสมูลจิต โมหมูลจิต

ตามปกติในวันหนึ่งๆ เพื่อการรู้ชัด วิธีผิดกันแล้ว ใช่ไหมคะ

      เพราะฉะนั้นผู้นั้นเจริญเป็นปกติ  รู้สภาพธรรมเป็นปกติ ถ้าจะประจักษ์อริยสัจธรรม ก็

จะประจักษ์อริยสัจธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ตามปกติ มรรควิถีชั่ววิถีเดียว ไม่ได้ทำ

ให้ผู้นั้นผิดปกติเลย ไม่ว่าจะกำลังอยู่ ณ สถานที่ใด  เพราะว่าเป็นเรื่องของปัญญาที่รู้ชัด

     เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าโลภมูลจิตที่เกิดเป็นปกติ เป็นจิตตานุปัสสนา ผู้นั้นก็ยังสามารถ

ระลึกรู้ก่อนมรรควิถีได้  จึงกล่าวว่า อาสวะนั้นไหลไปได้ถึงโคตรภู   เพราะเหตุว่าในขณะ

นั้นที่ประจักษ์ความเกิดขึ้นและดับไปของโลภมูลจิต    ก็ยังมีไตรลักษณะของโลภมูลจิต

เป็นอารมณ์ ไปจนกระทั่งถึงโคตรภู ซึ่งมีนิพพานเป็นอารมณ์  ไม่ใช่ไปสงบแล้วไม่รู้  นั่น

ไม่ใช่การเจริญปัญญา

       เรื่องของสติปัฏฐาน เป็นเรื่องที่อบรมปัญญาให้เกิดระลึกรู้ลักษณะของจริงตามปกติ

ตามธรรมดาให้เกิดการรู้ชัดมากขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าลืม อะไรจะเป็นอะไร พร้อมที่ยังที่จะ

ประจักษ์ความเกิดขึ้นและดับไป ถ้าไม่พร้อม เพราะอะไร ก็รู้ว่า  เพราะว่ายังรู้ไม่ทั่ว ยังไม่

ชิน ยังไม่เป็นปกติ  ยังไม่ใช่ว่าที่ไหนก็ได้  นามไหนก็ได้ รูปไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ใช่ไหม

คะ ยังไม่พร้อมก็มี   อย่างบางท่านสมบูรณ์เพียงถึงขั้นของนามรูปปริจเฉทญาณ  ปัจจัย-

ปริคหญาณ สัมมสนญาณ    เพราะเหตุว่าปัญญาสามารถที่จะไม่หวั่นไหว  รู้ชัดต่อไปใน

นามและรูปที่เกิด ตรงปัจจัยที่เกิด และในการต่อกันของนามและรูปที่เกิดดับ แต่ว่าถ้ายัง

ไม่ทั่ว จะไม่ถึงอุทยัพพยญาณเลย   ถ้ายังไม่เป็นปกติ   ทั่วไปหมดไม่ว่าจะในสถานที่ใด

นามและรูปจะละเอียดสักเท่าไรก็ตาม   จิตประเภทไหน  ชนิดไหน จะเป็นมานะ  จะเป็น

อะไรก็ตามที่เป็นปกติของตนเองที่มีปัจจัย   แล้วพิจารณายังไม่ทั่วตราบใด   ยังไม่พร้อม

สำหรับอุทยัพพยญาณ ไม่อย่างนั้นญาณก็คงไม่มีมากมายอย่างนี้  แต่ที่ได้เรียนให้ทราบ

ถึงเรื่องของอกุศลกรรม  ก็เป็นเรื่องที่เห็นว่า  ไม่เจริญสติไม่ได้    และไม่รู้นั่นไม่รู้นี่ไม่ได้

เหมือนกัน

ปรับปรุงข้อมูล 18 พ.ค. 2554
keyword keyword : -

Back to Top