เหมือนไม่เดือดร้อน

ส.     เพราะเหตุว่าระดับของจิตจึงมีต่างกันมาก จากอกุศลเป็นกุศล ต่างกันแล้วใช่ไหม จากโลภะเป็นอโลภะ จากโทสะเป็นอโทสะ จากโมหะเป็นอโมหะ คิดดูซิคะ เป็นไปได้ ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ายังอยู่ในโลภะ โทสะ โมหะ ไม่สามารถรู้ความสงบจากโลภะ โทสะ โมหะว่าต่างกันมากมาย พ้นมาได้เสียที ลองคิดดู แต่ว่ากำลังอยู่ในความเป็นธาตุของความติดข้องบ้าง ของโทสะบ้าง ของความไม่รู้บ้าง ดูเหมือนไม่เดือดร้อน ไม่เห็นเป็นอะไร ก็อยู่ไปวันๆ ก็ไม่เดือดร้อนเลย

     อย่าลืมว่า เป็นผู้ติดในกาม ขณะที่คิดอย่างนั้นติดไหมรูป ไม่เดือดร้อนเลย ไม่มีอะไรจะเดือดร้อน  เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ  อยู่มาจนถึงป่านนี้แล้วไม่เห็นเดือดร้อนเลย บางคนก็อาจจะคิดอย่างนั้น แต่ชิน ไม่รู้เลยว่า ไม่มีกามได้ไหม อยู่โดยไม่ติดข้องรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะได้ไหม แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังพระธรรม จะไม่รู้เลยในความต่างระหว่างความติดข้องกับพ้นจากความติดข้อง แค่พ้นก่อน ก็อิสระแล้ว สบายแล้ว แต่กำลังติดข้อง จะไม่รู้ภาวะที่พ้นจากความติดข้อง โทสะ ความขุ่นเคืองใจกับอโทสะ อโทสะ คือพ้นจากโทสะโดยประการต่างๆ เช่น ไม่เดือดร้อน ไม่กังวล ดีกว่าความกังวล ความเดือดร้อนไหม โดยคำพูด แค่คำพูดก็ดีกว่า และตัวจริงๆของธรรมะ ลองคิดดูซิคะ จะยิ่งกว่านั้นไหม เพียงแค่ปัญญานิดเดียว เพียงแค่ถามแล้วตอบได้ ก็สามารถเห็นโทษของโทสะจริงๆ ความผูกโกรธ ความไม่อภัย ความพยาบาท ความไม่ชอบ ความเดือดร้อน ความขุ่นเคืองเล็กๆน้อยๆ นิดๆหน่อยๆ ไม่สบายใจเลย และถ้าพ้นจากสภาวะนั้น ก็ต่างกันแล้ว

     เพราะฉะนั้น จากอกุศลเป็นกุศล ก็ยังยากที่จะเห็นว่า กุศลต้องสงบกว่า และดีกว่า สบายกว่า ไม่เดือดร้อนกว่า จนถึงจากไม่มีปัญญา ไม่เคยรู้ความจริงเลย อยู่ไปวันๆก็ไม่เดือดร้อน ก็อยู่ไปเรื่อยๆ โดยไม่เดือดร้อนจนตาย กับการที่รู้ว่า ถ้าเข้าใจย่อมดีกว่า จะไปโดยไม่เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ก็เป็นอย่างนี้โดยไม่รู้ว่า ต้องเกิดอีก ต้องเห็นอีก ต้องไม่รู้อีก ต้องเข้าใจอีก ต้องเป็นอย่างนี้อีกต่อไป

     เพราะฉะนั้น ทั้งหมดต้องค่อยๆพ้นไปตามลำดับขั้นของปัญญา เพราะฉะนั้น ในขณะนี้มีโอกาสพ้นจากความไม่รู้สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ แต่เป็นการพ้นที่ยาก เพราะเหตุว่าคุ้นเคยกับการอยู่ใต้ความไม่รู้และความติดข้องมานานมาก จนคิดไม่ออกเลยว่า ถ้าไม่มีเราจะสบายขึ้นอีกแค่ไหน จะพ้นจากความกังวล ความห่วงใย ความเดือดร้อน เพราะเหตุว่าเพียงเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ จะไปแก้ไขอะไรก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเกิดแล้ว มีเหตุปัจจัยที่จะเป็นอย่างนั้นแล้ว ทุกข์แล้วก็ไม่รู้ แล้วก็ดับไป

      เพราะฉะนั้น ปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้รู้ความจริง แล้วพ้นจากทุกข์โทษภัยทั้งหมดได้


หัวข้อหมายเลข  9168
ปรับปรุง  4 ก.ย. 2558