Loading...
 Print
 8380   หลังคากิเลส

ผู้ที่ไม่ได้ฟังพระธรรมก็ตกอยู่ใต้หลังคาของกิเลส คือ ถูกกิเลสครอบไว้หมด  มืดมิด ไม่มี

โอกาสที่จะรู้ความจริงเลย เพราะฉะนั้นการได้ฟังพระธรรม จึงเป็นโอกาสอันประเสริฐสุด

ที่จะได้รู้ว่ากำลังอยู่ใต้หลังคาของกิเลส  และเริ่มมีแสงสว่างคือปัญญาที่จะค่อยๆส่องให้

เห็นความจริงคือสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ซึ่งเป็นหนทางที่จะรักษาจิตจากอาสวะกิเลส

ได้อย่างแท้จริง

หลังคากิเลส

          สุ.     เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่ได้ฟัง เพื่อให้รู้ตัวเองตามความเป็นจริงที่จะเห็นโทษ

ของอกุศล   แล้วเห็นประโยชน์ของการได้เกิดเป็นมนุษย์  ได้มีโอกาสฟังพระธรรม  ได้มี

การอบรมเจริญปัญญา      ความเห็นถูกต้องในสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้    ซึ่งผู้ที่ไม่มี

โอกาสได้ยินได้ฟังเลย ท่านอุปมาเหมือนคนที่อยู่ใต้หลังคา   มองเห็นอะไรข้างนอกบ้าง

ไม่เห็นเลยใช่ไหมคะ เพราะอยู่ใต้หลังคา หลังคา คือ กิเลสครอบไว้หมด ไม่ว่าจะไปทาง

ไหน ไม่มีโอกาสได้เห็นว่า จริงๆแล้วเป็นอะไร   แต่พอเปิดหลังคา  แสงสว่างล้อมรอบ ก็

สามารถเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้

            นี่คือความไพเราะของพระธรรมที่ทรงอนุเคราะห์ทุกสถานการณ์ แม้แต่แต่ละคำ

ที่จะแสดงถึงการตกอยู่ในอำนาจของกิเลส  ไม่พ้นจากอำนาจของกิเลส   เป็นผู้ที่ยังติด

ข้องในกามคุณต่างๆเหล่านี้ เพื่อให้อบรมเจริญปัญญา ไม่ต้องทำอะไร เข้าใจสิ่งที่ได้ฟัง

และเป็นผู้ละเอียดที่จะเห็นโทษของอกุศล       เพื่อในขณะนั้นจะได้เป็นกุศลที่เจริญขึ้น

เพราะถ้าไม่มีกุศล หรือกุศลไม่เกิด   กุศลไม่เจริญ   วันนี้ก็อยู่ใต้หลังคา  แต่ขณะนี้ก็ยังมี

โอกาสที่จะมีแสงข้างนอกส่องมา พอที่จะมองเห็นว่ามีอะไร

            นี่คือการที่จะรักษาจิตจากอาสวะ หรือใช้คำว่า “ในอาสวะ”

            ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดและไตร่ตรองแล้วจะเข้าใจ แม้แต่คำว่า  “อยู่ใต้หลังคา

กิเลส” เพราะเมื่อกี้นี้พูดถึงอาสวะ  กามาสวะ กำลังมี หลังจากที่จิตเห็นดับไปแล้ว อยู่ใต้

หลังคากิเลสหรือเปล่า ไม่เห็น   จะเข้าใจความหมายของสิ่งใดก็ตาม   แม้มี แต่ก็ไม่เห็น

ตามความเป็นจริง ก็เหมือนกับอยู่ใต้หลังคาของกิเลส ลองคิดถึง  ขณะนั้นก็จะได้เข้าใจ

ความหมายของแต่ละคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง

            เพราะฉะนั้นการฟังธรรม    เป็นเรื่องเข้าใจขึ้นๆ ไม่ต้องคิดที่จะทำอะไรว่า  แล้ว

ใครจะรักษาจิต เพราะรู้อยู่แล้วว่า  ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อกุศลรักษาจิตไมให้ตกไป

ในอาสวะไม่ได้   เพราะฉะนั้นก็ต้องมีปัญญาที่ค่อยๆเจริญขึ้น แม้แต่ว่าขณะนี้มีศรัทธาใน

การฟัง   แล้วได้ฟังแล้ว  ปัญญาเจริญหรือยัง ก็ต้องเป็นผู้ที่ตรง  ฟังแล้วเข้าใจขึ้นเมื่อไร

นั่นคือปัญญาเจริญขึ้นนิดหนึ่ง หรือว่าปัญญาเจริญมาก จนกระทั่งสามารถรู้ลักษณะของ

สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ      ผู้นั้นก็เป็นผู้ตรง     เพราะเหตุว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เป็นคำใน

หนังสือ แต่กล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ ด้วยคำต่างๆ ตามความเป็นจริงของสภาพธรรม

นั้นๆ

ปรับปรุงข้อมูล 7 ต.ค. 2554

Back to Top