แม้คำว่า อนัตตา

     แล้วก็ได้สนทนากันถึงคำว่า “อนัตตา” ที่ว่า คำว่า “อนัตตา” เพียงคำเดียว แต่ถ้า พิจารณาศึกษาจริงๆ จะทำให้สามารถเข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงได้ แต่ ถ้าเป็นผู้ที่ผิวเผิน ไม่มีทางที่จะเข้าใจพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง

     คำว่า  “อนัตตา”  คำเดียว ทุกคนที่อ่านออก ก็อ่านได้ ใช่ไหมคะ   พอเห็นคำว่า “อนัตตา” ก็อ่านได้ว่า อนัตตา หรือถ้าจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษ  คนที่ศึกษาธรรมภาษา อังกฤษ ก็จะอ่านคำว่า “อนัตตา” ได้ แต่ใครจะเข้าใจแม้ความหมายของคำว่า “อนัตตา” หรืออรรถของอนัตตา

     ถ้าเป็นผู้สนใจก็จะดูพจนานุกรมว่า อนัตตาหมายความว่าอะไร  ก็จะมีคำแปลว่า อนัตตาหมายถึงสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่ตัวตน  ไม่ใช่อัตตา  ก็จะพูด ตามกันต่อไปอีกใช่ไหมว่า อนัตตา คือ สภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่อัตตา พูดตาม ง่ายจริงๆ  แต่ที่จะเข้าใจตาม หรือเข้าใจจริงๆ  จนกระทั่งซาบซึ้งใน ความหมายของคำว่า “อนัตตา” ต้องเป็นการพิจารณาโดยละเอียด  เช่น  เมื่อไม่ใช่ อนัตตาแล้ว สภาพธรรมนั้นเป็นอะไร  เพราะเหตุว่าสภาพธรรมมีจริงๆ กำลังปรากฏ หรือ สิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นอัตตานั้น ถ้าเป็นอนัตตาแล้ว เป็นอนัตตาอย่างไร  เพราะเหตุใดจึง เป็นอนัตตา เช่นทางตาที่กำลังเห็น ก็เห็นอยู่  ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา  ธรรมทั้งหลาย ต้องหมายถึงธรรมทั้งหลายจริงๆ   ไม่เว้นเลย  ธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา  เพราะฉะนั้นใน ขณะที่เห็นต้องเป็นอนัตตาด้วย เพราะฉะนั้นคนที่ละเอียดจริงๆ แม้เพียงคำว่า “อนัตตา” ที่จะเข้าใจจริงๆ ก็จะไม่ผ่านเลยไป เพราะเหตุว่าไม่ใช่เพียงอ่านคำแปลว่า อนัตตา หมายถึงสภาพธรรมที่ไม่ใช่สัตว์   ไม่ใช่บุคคล   ไม่ใช่ตัวตน   ไม่ใช่อัตตา   แต่เมื่อไม่ใช่ อัตตา   ธรรมทั้งหลายแม้การเห็นก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง  ซึ่งเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นใน ขณะที่กำลังเห็นอย่างนี้เป็นอนัตตาอย่างไร

     นี่คือผู้จะพิจารณา และจะอบรมเจริญปัญญา  จนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้งใน ลักษณะของอนัตตา โดยไม่ใช่เพียงพูดตามได้ว่า  อนัตตา หมายถึง  สภาพธรรมที่ไม่ใช่ สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน  ไม่ใช่อัตตา

     เพราะฉะนั้น ผู้ที่ศึกษาธรรม  ก็จะต้องพิจารณาในขณะที่กำลังเห็นที่จะให้รู้ว่า เป็น อนัตตาอย่างไร