เวลาฝันเห็นอะไร

สุ.      เวลาฝัน เห็นอะไรคะ

ผู้ถาม เห็นเป็นรูปร่าง เช่นฝันว่า ได้ลอยน้ำ ก็เห็นน้ำ

สุ.      จริงๆแล้วไม่เห็นเลย ถูกไหมคะ ในฝันไม่ได้เห็น จำเรื่อง คิดถึงเรื่อง คิดถึงสิ่งที่เคยเห็นเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่เห็นอย่างนี้ ใช่ไหมคะ นี่เป็นสิ่งที่เราแยกได้ว่า ฝัน คือ ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ เราฝันหรือเปล่าคะเวลานี้

ผู้ถาม     เวลานี้เป็นความจริงค่ะ

สุ.      เวลานี้เป็นความจริง ใช่ไหมคะ เพราะมีสีสันวัณณะกระทบตา เราก็เลยบอกว่าเวลานี้จริง ไม่ใช่ฝัน แต่เวลาที่เราฝัน สีสันวัณณะไม่ได้กระทบตา เรานอนหลับตาเลย แต่ใจเรานึกเหมือนเห็น แต่เป็นเพียงนึก เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็เหมือนกัน ต่างกันกับฝัน คือ มีสิ่งที่ปรากฏจริงๆ ให้เรารู้ว่าเราไม่ได้ฝัน เพราะว่ามีสิ่งจริงๆปรากฏ

     เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องจริง ที่ปัญญาจะค่อยๆรู้ความจริงว่าเราอยู่ในโลกของความคิดนึกตลอด สิ่งที่มากระทบตา เราจะคิดก็ได้ ไม่คิดก็ได้ เราคิดถึงเรื่องอื่นก็ได้

     นี่แสดงให้เห็นว่า เราอยู่ในโลกของความคิด แล้วสิ่งที่ปรากฏเราจะคิดว่าเป็นคนนั้น คนนี้ แล้วเกิดโกรธในกิริยาอาการนั้น สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เหมือนกับเราดูรูปภาพในโทรทัศน์

     นี่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นของจริงอย่างหนึ่ง ส่วนความคิดนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง อีกขณะหนึ่ง เราอยู่ในโลกของความคิด โดยอาศัยสิ่งกระทบตา แล้วเราก็คิดแต่เรื่องนั้น จำแต่เรื่องนั้น หมกมุ่นอยู่ในเรื่องนั้น พอเสียงมากระทบหู เราก็คิดแต่ในเรื่องของเสียงที่กระทบหู เป็นเสียงสูงๆ ต่ำๆ แต่สร้างเรื่องมหาศาล สุขทุกข์ก็มาจากการที่เราไปปรุงแต่งเอาจากสิ่งที่กระทบหูแล้วก็หมดไป

     พราะฉะนั้นปัญญาของเราจะเริ่มรู้ปรมัตถธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ไม่ต้องเรียกชื่อก็ได้ เรียกก็ได้ แต่สิ่งนั้นมีจริงๆ แล้วก็รู้ด้วยว่า เราอยู่ในโลกของความคิด และสภาพที่เป็นปรมัตถธรรมนั้น เราไม่ต้องคิด อย่างสิ่งที่ปรากฏทางตา เราคิดไม่ได้ ใช่ไหมคะ มีจริงๆ กระทบตา เราไม่ต้องคิดเลย อย่างเสียง เราก็คิดไม่ได้ ใครจะไปคิดเสียงขึ้นมาได้  แต่เสียงมีจริงๆ ปรากฏจริงๆ แต่เราคิดเรื่องเสียง หลังจากที่เสียงปรากฏ เราก็คิดถึงความหมายของเสียง

     เพราะฉะนั้นเราอยู่ในโลกความคิดของเราเอง เป็นโลกใบหนึ่ง คนหนึ่งๆ ก็อยู่ในโลกของตัวเอง แล้วแต่อะไรจะมากระทบตา ก็คิดเรื่องตา เห็น อะไรมากระทบหู ก็คิดถึงเรื่องหู เวลาที่สิ่งเหล่านี้ไม่มี เราก็จำเอาไว้ วันนั้นคนนั้นทำอย่างนี้ ๒๐ ปีก่อน คนนั้นทำอย่างนั้น ก็เป็นแต่เพียงความคิดของเราเอง ถ้าทราบว่า เราเหมือนเล่นกับความคิดของเรา ปรุงแต่งคิดไปต่างๆนานา ให้สุข ให้ทุกข์ จะเห็นว่า ไม่มีใครทำอะไรเราได้เลย นอกจากความคิดของเราอย่างเดียว จะคิดสุขก็ได้ จะคิดทุกข์ก็ได้ จะคิดให้คนโน้นรักเรา คนนี้เกลียดชังเรา ก็แล้วแต่เราจะคิดไป ทั้งๆที่คนนั้นอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเลยก็ได้