ผู้ที่จะเจริญสมถภาวนาต้องรู้อะไร

ส.     การเจริญสมถภาวนาเป็นความรู้ขั้นรู้ความต่างกันของอกุศลจิตและกุศลจิต ผู้จะเจริญสมถภาวนาเห็นโทษของอกุศลจิตอย่างละเอียด แต่ไม่ใช่รู้ว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เพียงแต่รู้หนทางวิธีว่า ทำอย่างไรจิตจึงจะสงบจากโลภะ โทสะ โมหะ และอกุศลธรรมในขณะนั้น มีความรู้เพียงขั้นนั้น มีความรู้เพียงจิตจะสงบได้อย่างไร

      เพราะฉะนั้น ปฏิบัติด้วยความต้องการแล้วก็ไม่พอ จึงเป็นความไม่สงบ ไม่ใช่ความสงบ ถ้ารู้ลักษณะของความสงบแล้ว ขณะนั้นเป็นกุศล เป็นความสงบ เกิดขึ้นอีกก็จะสงบ แล้วจะสงบมั่นคงขึ้นถ้าปราศจากความต้องการ แต่เพราะเหตุว่ามีความต้องการ มีความสงสัยซึ่งขณะนั้นไม่สงบ แต่ไม่รู้ลักษณะของความไม่สงบในขณะนั้น

      เพราะฉะนั้น มีความต้องการเกิดแล้วเพราะไม่รู้ลักษณะของความสงบจริงๆ ขณะนั้นยากที่จะกล่าวว่า เป็นความสงบจริงๆ เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่า มนสิการพิจารณาอย่างไรจิตจึงสงบ การระลึกรู้ลักษณะของลมหายใจ ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนที่จดจ้องที่ลมหายใจ จิตจะสงบ ขณะนั้นเป็นโลภมูลจิต มีความต้องการจดจ้องที่ลมหายใจ ไม่ใช่ความสงบเลย ถ้าเป็นสติปัฏฐานต้องละการยึดถือลมหายใจว่าเป็นตัวตน เป็นแต่สภาพอ่อนหรือแข็ง เย็นหรือร้อน แล้วแต่อารมณ์อะไรจะปรากฏ ก็มีลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตนทั้งสิ้น นั่นเป็นสติปัฏฐาน อย่าปนกัน ความสงบของสติปัฏฐานต้องประกอบด้วยปัญญาที่รู้ในลักษณะที่ไม่ใช่ตัวตน ละการยึดถือสภาพนั้นว่าเป็นตัวตน ความสงบที่เป็นสมาธิหรือสมถภาวนา ความสงบที่ลมหายใจที่เป็นสมถภาวนาต้องมีปัญญาที่รู้วิธีที่จะสงบในขณะที่รู้ลมหายใจ พิจารณาอย่างไร ระลึกอย่างไรจึงสงบ เวลาอยู่ในป่า ไม่ใช่ในโรงหนัง โรงละคร มีดอกไม้สวยๆ  ลมพัดเย็นๆ มีแม่น้ำลำธาร มีนกร้อง รู้สึกสงบไหมคะ รู้สึกสงบแล้วไม่เหมือนเวลายุ่ง คิดมาก นอนไม่หลับ ฟุ้งซ่าน เข้าใจว่า ขณะนั้นสงบ แต่ให้ทราบว่า ขณะนั้นไม่สงบเลย ตราบใดที่มีความพอใจ จะชื่อว่าสงบไม่ได้

      หลักที่จะรู้ว่า เป็นสมถภาวนาหรือไม่ใช่สมถภาวนา คือว่า ขณะนั้นประกอบด้วยปัญญาหรือไม่ประกอบด้วยปัญญา ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญาแล้วจะไม่เป็นสมถภาวนาแน่นอน นั่งอยู่ในป่า ดูพระอาทิตย์ตก ตื่นมาเข้าๆ ทุกอย่างเงียบสงบ ก็เข้าใจว่าสงบ แต่ความจริงไม่ใช่ โลภะก็ได้ในขณะนั้น เพราะเหตุว่าไม่มีปัญญาที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมะที่ปรากฏ อย่าเพิ่งรวบรัดว่าเป็นความสงบ แล้วเจริญไปๆ ๆ ปัญญาก็ไม่เพิ่มขึ้นเลย ความสงบจะเพิ่มกำลังขึ้นได้อย่างไรถ้าปราศจากปัญญา ที่ความสงบจะสงบขึ้นมั่นคงขึ้น ต้องประกอบด้วยปัญญา จึงจะเพิ่มขึ้นได้

      เพราะฉะนั้น ถ้าปราศจากปัญญาแล้วไปนั่งจดจ้องสักเท่าไร ก็หาสงบไม่ แต่เข้าใจว่าสงบ แต่วิธีที่จะรู้ว่า สงบหรือไม่สงบก็คือ ขณะนั้นประกอบด้วยปัญญาหรือไม่ประกอบด้วยปัญญา ปัญญาในขณะนั้นรู้อะไร ถ้าเจริญความสงบ ความสงบก็สงบขึ้น เท่านั้นเอง แต่เมื่อไม่สงบขึ้นแล้วมีความพอใจเกิดขึ้น มีความต้องการเกิดขึ้น มีความกระวนกระวายกระสับกระส่าย  มีความไม่รู้หนทาง มีความต้องการให้สงบขึ้น ขณะนั้นไม่ใช่ลักษณะของความสงบ แล้วไม่ใช่หนทางที่จะสงบขึ้น เพราะไม่ได้เริ่มจากความสงบที่ประกอบด้วยปัญญา