น้ำทีละหยด


    ปัญญาที่เข้าใจธรรมทีละเล็กละน้อย เหมือนน้ำทีละหยดที่ค่อยๆ รดลงในจิต เพื่อชำระล้างความไม่รู้ที่มีอยู่อย่างมากมายในจิต


    ท่านอาจารย์ ได้ยินซ้ำบ่อยๆ ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เห็นก็ยังเหมือนเดิม คิดก็ยังเหมือนเดิม แต่หารู้ไม่ว่าแต่ละคำที่สะสม เหมือนน้ำทีละหยด จนกว่าจะถึงความเป็นมหาสมุทร ที่จะทำให้แม้คำเก่าที่ได้ยินบ่อยๆ ก็สามารถที่จะถึงเวลาที่ปัญญา รู้ชัดในสภาพธรรมนั้น แล้วก็ละการยึดถือสภาพธรรมนั้น ว่าเป็นตัวตน เพราะได้เห็นสภาพธรรมขณะนี้ ตามความเป็นจริง ตรงตามที่ได้ฟัง นี่เป็นสิ่งที่สำคัญ ธรรมไม่เปลี่ยน เห็นก็เห็นอย่างนี้แหละ กี่ภพ กี่ชาติ ได้ยินก็ได้ยินอย่างนี้แหล่ะ แต่ความเข้าใจความจริงของสภาพธรรมไม่พอ แต่เมื่ออาศัยกาลเวลา ที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย เหมือนกับเรือใหญ่ลำหนึ่งขึ้นบก เมื่อไรจะผุพัง ต้องรอทั้งแสงแดด ทั้งน้ำฝน จนกว่าแต่ละส่วนของเรือนั้นจะค่อยๆ ผุกร่อนลงไป ฉันใด แต่ละคำที่ได้ฟังก็เหมือนน้ำทีละหยด ไม่ไปไหนเลย หยดลงในจิต ซึ่งเต็มไปด้วยอวิชชา จนกว่าความเข้าใจ นั้นจะเพิ่มขึ้น และอวิชชาก็น้อยลง ไม่ใช่ไปทำอย่างอื่นเลย แต่เป็นผู้ที่ตรงว่าเดี๋ยวนี้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังมีอย่างนี้เลย

    แต่จากการที่ได้ทรงตรัสรู้ แต่ละคำที่กล่าวตรงตามความเป็นจริงของสภาพธรรม ที่ได้ทรงตรัสรู้ แต่ว่าถ้าเราไม่ฟังบ่อยๆ เหมือนภิกษุ หรือคฤหัสก็ตาม มาจากที่ไหนไกลๆ มาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางท่านก็เหน็ดเหนื่อย บางท่านก็แล้วแต่อัธยาศัยแต่ละหนึ่ง ให้ทราบว่าแต่ละขณะจิต หนึ่ง ไม่ซ้ำกันเลย นี่คือสภาพธรรม ซึ่งกว่าจะรู้ แล้วก็ละว่าสภาพธรรมที่มีปัจจัยเกิดเพียงหนึ่ง เกิดแล้วเดี๋ยวนี้ เป็นอย่างนี้ ดับแล้ว และก็ไม่กลับมาอีกเลย แต่ปรุงแต่งให้สภาพธรรมต่อไปเกิดสืบต่อ และก็มีทุกอย่างตามที่ได้สะสมมาแล้ว ในจิตขณะก่อน ก็เก็บสะสมความเข้าใจขึ้น โดยความเป็นปกติ

    ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า คำสอนทั้งหมดต้องนำไปสู่ความเข้าใจถูกต้อง ว่าไม่ใช่เรา แล้วก็บังคับบัญชาไม่ได้ จะไปหวังด้วยความเป็นตัวตน ที่จะทำสักเท่าไร ก็ไม่สามารถที่จะละคลาย การที่เคยไม่รู้สภาพธรรมเดี๋ยวนี้ แต่ว่าได้ฟังบ่อยๆ จนกว่าจะค่อยๆ รู้ขึ้น ใครรู้ แต่ละคนตรง อีกนานเท่าไรกว่าสภาพธรรมจะปรากฏ กับปัญญาที่อบรมแล้วทีละหนึ่ง ทีละหนึ่งนี่ลองคิดสิ จะเป็นอย่างไร ตรงตามความเป็นจริง เพราะว่าปัญญาจะต้องรู้สภาพธรรมทางมโนทวารเพราะอะไร เพราะมโนทวารเกิดมากกว่าทางปัญจทวาร ทางมโนทวารนี่สว่างหรือไม่ มืดแต่มีธรรมไหม มี ธรรมอะไรในความมืดนั้น ธาตุรู้อยู่ในความมืด แค่หลับตาก็ยังมีธาตุรู้ หลับตาก็ยังได้ยินเสียง แต่ได้ยินเป็นธาตุรู้ ซึ่งไม่ใช่เสียง กว่าจะรู้ความจริงว่า ธาตุรู้แต่ละหนึ่งขณะ ก็คือสิ่งที่เป็นอย่างนี้เดี๋ยวนี้เลย

    อ.คำปั่น เป็นการฟังซ้ำๆ บ่อยๆ ก็เพื่อเข้าใจความจริงในขณะนี้ ทุกขณะนี้ก็ไม่พ้นจากธรรม ไม่พ้นจากสิ่งที่มีจริงเลย

    ท่านอาจารย์ นี่เป็นเหตุที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา หลากหลายมาก แต่ทั้งหมดก็คือเดี๋ยวนี้นั่นเอง ไม่ว่าจะกล่าวเรื่องขันธ์ เรื่องธาตุ เรื่องอายตน เรื่องปฏิจจสมุปบาท เรื่องอริยสัจจ์ ๔ เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา ทุกเรื่อง ก็คือให้เข้าใจความจริงเดี๋ยวนี้ ว่าไม่ใช่เรา เพราะเป็นสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง เดี๋ยวนี้ใครอดทน และใครไม่อดทน ถ้าอดทนก็รู้ว่าอยากยิ่ง แต่รู้ได้เพราะมีจริงๆ กำลังปรากฏ อดทนเป็นขันติบารมี จะมีความเข้าใจในความเป็นบารมีว่า ขณะนี้ไม่รู้แล้วจะเกิดรู้ประจักษ์แจ้ง เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าไม่อาศัยบารมีทั้ง ๑๐ แม้ขณะนี้ก็เป็นวิริยบารมี กำลังเพียร แต่ไม่ใช่เรา ให้รู้ความจริงว่า วิริยะเป็นธรรม ซึ่งเป็นเจตสิก ซึ่งเกิดกับจิต และวิริยเจตสิกเกิดกับจิตได้เกือบจะทุกประเภท เว้นจิต ๑๖ ดวง นี่เป็นรายละเอียด แต่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจำ

    แต่ต่อไปศึกษาแล้วก็จะรู้ว่า ห้ามไม่ให้เกิด ไม่ได้เลย กำลังหลับ มีวิริยเจตสิกหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องราวจะพยายามไปค้นหา ว่ามีหรือไม่มี แต่ให้รู้ความจริงทั้งหมดก็คือว่า ไม่ใช่เราจะไปเปลี่ยนแปลงหรือไปทำอะไรได้เลย แต่อย่างไรๆ ใครก็จะไปหยุดยั้งการเกิดขึ้น และดับไปของสภาพธรรม คือนามธรรม และรูปธรรมไม่ได้เลย พิสูจน์ได้ตั้งแต่เช้า ไม่มีการที่จิต เจตสิกหยุดเกิด แต่ว่าเกิดดับสืบต่อ โดยไม่รู้ตัว


    หมายเลข 10942
    12 เม.ย. 2567