สะสมการฟังก็สะสมสัญญาว่าไม่ใช่เรา

วิ.     ท่านอาจารย์กล่าวว่าปัญญา (ความเข้าใจ) ขณะที่ฟังแล้วก็เข้าใจก็เป็นความรู้สึกว่าจากความไม่รู้แล้วก็เริ่มรู้ขึ้น อันนั้นคือเป็นการคลายของเขาในตัว เป็นการเริ่มที่จะคลายความไม่รู้ แต่ว่าความไม่รู้นี้ก็โดยเป็นธาตุที่ใหญ่ เพราะเหตุว่าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยมากก็เป็นไปกับอวิชชา เริ่มจะเข้าใจว่าหนทางของการละแม้จขั้นการฟัง เริ่มที่จะเข้าใจขึ้น แต่นั่นก็เป็นการเริ่มคลายใช่ไหมครับ แต่ว่าก็ต้องอบรมอีกมาก

สุ.     การฟังแล้วเข้าใจก็ค่อย ๆ ละความไม่รู้ที่เกิดจากไม่เคยฟังแค่นั้น เพราะฉะนั้นผลก็คือว่าเมื่อฟังก็มีความรู้ขั้นที่เกิดจากการฟัง และก็อาศัยการฟังต่อไป ความเข้าใจก็จะเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าสภาพจิตจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะเบื่อหรือว่าจะสนุก ไม่สนใจยังไงก็ตาม ถ้าระลึกได้ แม้สัญญาที่จำว่าการฟังมีประโยชน์ คนนั้นก็จะนึกแล้วก็ฟังทั้ง ๆ ที่กำลังอยู่ในภาวะซึ่งอาจจะไม่พร้อมที่จะฟังก็ได้ นี่คือสภาพธรรมที่เราจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย แต่สะสมความเข้าใจถูกว่าถ้าไม่มีการฟัง ไม่มีการไตร่ตรอง แม้ว่าไม่ใช่เราเป็นสภาพธรรมก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม กี่ภพกี่ชาติก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นการฟังจะมีประโยชน์มาก ไม่ว่าอดีตที่เคยฟังมาแล้วก็จะต้องฟังต่อไปอีก หรือฟังแล้ว เข้าใจแล้ว สติสัมปชัญญะเกิดแล้ว อบรมแล้ว ก็ฟังต่อไปอีก เพราะว่าขณะที่ฟัง สัญญาเริ่มที่จะจำสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง แต่จะรู้ได้ว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาอื่น ๆ  ที่จำเรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรื่องราวต่าง ๆ เทียบกับขณะที่กำลังฟัง เพราะฉะนั้นการสะสมการฟังก็จะทำให้สัญญาที่เกิดจากการฟังเพิ่มขึ้น และก็จะอุปการะให้กุศลขั้นอื่น ๆ เจริญด้วย ขาดการฟังไม่ได้เลย ยังไง ๆ อย่าประมาทคิดว่าเข้าใจแล้วจะต่างกับขณะที่แม้คิดว่าเข้าใจแล้วก็ฟังอีก สัญญาก็จะเพิ่มขึ้นอีก มั่นคงขึ้นอีกด้วย

 


หัวข้อหมายเลข  10893
ปรับปรุง  8 มิ.ย. 2560