รู้ด้วยตัวเองว่าเข้าใจธรรมแค่ไหน

สุ.     แต่ละชาติจะเหมือนอย่างชาตินี้หรือเปล่า ที่ว่าก็มีโมหะมากมายแต่ก็ยังมีโอกาสที่กุศลจิตจะเกิด และยังมีโอกาสที่กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาจะเกิด ซึ่งก็ต่างกับการเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือว่าเกิดในอบายภูมิ ซึ่งเห็นแล้วก็เป็นอกุศล ซึ่งถ้าเอารูปร่างออก พูดถึงจิต ถ้าไม่เห็นรูปร่างที่เป็นคน เป็นนก เป็นปลา หรืออะไรก็ตามแต่ วันหนึ่ง ๆ เหมือนกันไหมสำหรับจิต โอกาสของการที่จะเห็น จะได้ยิน ต้องเป็นไปตามกรรม แล้วแต่ว่ากรรมใดจะทำให้เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แต่หลังจากนั้นเป็นอกุศลเหมือนกันหรือเปล่า เอารูปร่างออก แต่ว่าถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานก็อกุศลมาก ไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมเลย เพราะฉะนั้นแต่ละครั้งที่เข้าใจธรรม ให้ทราบประโยชน์สืบต่อไปถึงชาติต่อ ๆ ไป ที่สามารถจะทำให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ตามความเป็นจริง เมื่อนั้นก็จะเหลือการเกิดอีกเพียง ๗ ชาติ แต่ถ้ายังไม่ถึงความเป็นพระอริยบุคคล สังสารวัฏก็เป็นไปนับไม่ถ้วนเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาแล้ว เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่ว่าชาติหนึ่ง ๆ  จะสะสมอะไร ถ้าจะสะสมอวิชชาก็เป็นไปตามปกติ ไม่ต้องอาศัยการฟัง ไม่ต้องอาศัยการไตร่ตรอง ไม่ต้องอาศัยการทำกุศลใด ๆ เลยก็เป็นขณะที่อวิชชาเกิดเพราะปัจจัย แต่ว่าการที่กุศลจะค่อย ๆ เจริญขึ้นโดยเฉพาะความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในลักษณะของสิ่งที่มีจริง ๆ  ก็ต้องรู้ว่าการศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจถูก เห็นถูกในลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริง อย่าไปติดแต่เพียงชื่อและก็คิดว่าเข้าใจแล้ว แม้แต่คำว่าอกุศลจิต รู้ แต่ขณะที่เป็นอกุศลจิต ไม่รู้  เวลาที่พูดถึงกุศลจิตก็รู้ แต่ขณะที่เป็นกุศลจิตก็เป็นเราได้ เพราะเหตุว่ายังไม่ได้ดับการยึดถือสภาพธรรมที่เคยยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนด้วยความเห็นผิด เพราะฉะนั้นก็เป็นความอดทน ศึกษา ฟัง เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏโดยชื่อที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเป็นภาษาบาลี แต่ไม่ใช่ให้เราไปจำชื่อ แต่ต้องรู้ว่าชื่อทั้งหมดแสดงถึงสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ในชีวิตประจำวันด้วย เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่รู้ด้วยตัวเองว่ามีความเข้าใจธรรมที่ได้ยินได้ฟังแค่ไหนที่จะต้องสะสมต่อไปอีก