จิตสะสมธรรมอะไร ก็ประพฤติเป็นไปตามธรรมที่ได้สะสมมา

ธิ.     ปฏิจจสมุปบาท ท่านก็แสดงโดยมูลหรือว่าโดยเหตุ อวิชชานี่ก็เป็นอดีตมูล มีการเกิดขึ้นในชาติภพต่าง ๆ ทำให้เจริญกุศลบ้าง เจริญอกุศลบ้าง เหมือนอย่างเด็กทำกุศลตามพ่อตามแม่อย่างนี้ เขาก็ยังไม่ได้มีความรู้อะไร หรือว่าความยินดีในภพ อยากจะไปเกิดในสวรรค์ก็ทำบุญ หรือว่าความไม่รู้ก็ทำให้ทำบาปก็ได้ จึงเป็นปุญญาภิสังขาร หรือว่าเจริญอกุศลที่เป็นอปุญญาภิสังขาร มีโลภะก็มีอวิชชาเกิดร่วมกับโลภะด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นโดยมูล ๒ อวิชชาและตัณหา ท่านก็แสดงเอาไว้โดยความเป็นมูลของวัฏฏะ

สุ.      คงต้องค่อย ๆ คิด ใครไม่เกิด ผู้ที่ไม่มีอวิชชาเท่านั้นจึงไม่เกิด เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังเกิดอยู่หมายความว่าผู้นั้นมีอวิชชาแน่นอน เพราะฉะนั้นอวิชชาก็มีปัจจัยให้มีปฏิสนธิ มีการเกิดในภพหนึ่งภพใดซึ่งเมื่อเกิดมาแล้ว ๆ แต่ว่าจิตสะสมธรรมอะไร ฝ่ายกุศลและอกุศลอย่างไร ก็ประพฤติเป็นไปตามธรรมที่ได้สะสมมา เพราะฉะนั้นอวิชชาจึงเป็นมูลเพราะเหตุว่าเป็นปัจจัยให้มีการเกิด ซึ่งเมื่อเกิดแล้วก็ต้องแล้วแต่ว่ามีการสะสมมาที่จะเป็นกุศลหรืออกุศลใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่าอวิชชาจึงเป็นปัจจัย