พระพุทธคุณ

ผู้ถาม   ตามที่คุณเรณูได้เกริ่นมาแต่ตอนแรกว่า พระธรรมเป็นปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พวกเรามักจะพูดกันว่า พระธรรมยากมาก และท่านอาจารย์สุจินต์ท่านก็รับรองว่า นั่นเป็นการสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า กระผมขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ทำไมการกล่าวว่าพระธรรมยาก จึงเป็นการสรรเสริญคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ส.         ถ้าพระธรรมง่าย ก็คงไม่ต้องอาศัยพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าใครๆ ก็ย่อมสามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมะได้เอง แต่สภาพธรรมะแม้ที่กำลังมีในขณะนี้ ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า เป็นธรรมะ เพราะเหตุว่าเป็นเรา ไม่ว่าจะเห็น จะได้ยิน จะได้กลิ่น จะลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ตั้งแต่เกิดจนตายก็เป็นเราทั้งนั้น  มองหาธรรมะไม่เจอว่า  ธรรมะอยู่ที่ไหน ต่อเมื่อใดที่ได้ฟังแล้ว ก็ไม่ต้องหาธรรมะเลย เพราะว่าไม่มีวันพ้นจากธรรมะ แต่ไม่รู้ว่า เป็นธรรมะ

     เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ว่าเป็นธรรมะ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหตุว่าถ้าเป็นธรรมะก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดอีกต่อไป แต่ต้องเป็นสภาพธรรมะที่มีจริงๆ มีลักษณะเฉพาะธรรมะนั้นๆ ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แล้วก็สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏ ถ้าคิดให้ลึกๆ ให้ถูกต้อง ก็ต้องเข้าใจถูกได้ว่า สิ่งที่ปรากฏต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดขึ้นจะไม่มีอะไรปรากฏเลย เช่น เสียง เงียบ เสียงไม่ได้ปรากฏ ไม่ได้เกิดขึ้น แต่ขณะใดที่กำลังได้ยิน หมายความว่ามีเสียงปรากฏ แล้วมีสภาพที่ได้ยิน คือ รู้เสียงนั้นในขณะนั้น เพราะฉะนั้น ขณะนั้นเสียงต้องเกิด แม้แต่สภาพที่ได้ยินก็ต้องเกิด

     เพราะฉะนั้น ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย เราก็ใช้คำว่า “เกิด” อยู่แล้ว  ตั้งแต่เกิด หมายความว่าต้องมีการเกิด แต่เกิดด้วยความไม่รู้ว่าเกิดคืออะไรเกิด เมื่อไม่รู้ก็ยึดถือสภาพธรรมะที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยทั้งหมดว่าเป็นเรา พอเกิดมาก็เห็น แต่ถ้าตาบอดก็ไม่เห็น

     เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่า ถ้าพิจารณาไตร่ตรองจริงๆ ก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงของธรรม แต่ก็ไม่มีใครไตร่ตรองในลักษณะนี้จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม

     เพราะฉะนั้น กว่าจะได้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรมะที่มีการเกิดขึ้น มีการปรากฏแล้วก็ดับไป ก็ต้องเป็นการฟังด้วยการพิจารณาจริงๆ จึงจะสามารถรู้ในพระคุณที่ได้ทรงประจักษ์ความจริงของสภาพธรรมะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรมโดยละเอียด โดยนัยยะประการต่างๆ ๔๕ พรรษา เพราะไม่ใช่เป็นสิ่งที่เพียงใครได้ฟังเดี๋ยวนี้ อย่างที่ได้ฟัง แล้วก็จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ ฟังแล้วก็ต้องฟังอีก แล้วก็ต้องมีการพิจารณาไตร่ตรอง จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์ลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมะได้

     เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องยากแน่นอน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพียงฟังวันนี้ แล้วทุกคนก็จะเห็นว่า เป็นธรรมะทั้งหมด ไม่ใช่เราอีกต่อไป

อดิศักดิ์            พระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านอาจารย์พูดไปเมื่อกี้นี้ เป็นเพียงบางส่วน พระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  แม้กระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็พรรณนาไม่หมด เพราะว่ามากมาย มีแสดงไว้ในพระไตรปิฎกว่า การที่จะพรรณนาพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือการเข้าใจพระธรรม สภาพธรรมะที่กำลังปรากฏ เป็นจริงๆ จะเป็นจริงต้องกำลังปรากฏ ถ้ายังอยู่ในหนังสือไม่จริง

     เพราะฉะนั้น สภาพธรรมะที่จริงที่สุดคือ ที่กำลังปรากฏ สติเกิดระลึกรู้ในสภาพธรรมนั้นๆได้ อันนี้ถ้าเราเข้าใจถึงจริงๆ  อันนี้ก็เป็นการเคารพธรรม เคารพพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประการหนึ่งทีเดียว

ผู้ถาม   พระคุณของพระพุทธเจ้าที่ท่านวิทยากรกล่าว เป็นสิ่งที่ว่า มากมายจริงๆ สำหรับพระคุณที่ประมวลโดยย่อที่พระโบราณาจารย์ทั้งหลายที่ท่านได้รวบรวมไว้ ที่โดยย่อ ๓ อย่าง ก็คือ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ  และพระปัญญาคุณ เป็นการประมวลที่ให้เห็นเด่นชัดว่า พระคุณทั้งหมดของพระผู้มีพระภาค เมื่อจำแนกแล้วก็รวมลงในทั้ง ๓ อย่างนี้ แต่ที่บทสวดมนต์ที่เราสวดกันอยู่  ก็จะจำแนกเป็น ๙ บท  มีตั้งแต่    อะระหัง เป็นอรหันต์ อันนี้ก็เป็นพระคุณอย่างหนึ่งของพระผู้มีพระภาค สัมมาสัมพุทโธ ก็เป็นพระคุณอย่างหนึ่งซึ่งจะไม่ทั่วไปกับทุกๆ คน เฉพาะผู้เดียวที่มาตรัสรู้ในแต่ละยุค แต่ละสมัย อันนี้ก็เป็นพระคุณอีกอย่างหนึ่ง วิชาจรณสัมปัณโน ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ อันนี้ก็เป็นพระคุณอย่างหนึ่ง สุคโต เป็นผู้ที่เสด็จไปดีแล้ว ก็เป็นพระคุณอย่างหนึ่ง โลกะวิทู  รู้แจ้งโลก ไม่ว่าจะเป็นโลกแบบไหน โลกที่เป็นกามโลก รูปโลก อรูปโลก หรือที่เป็นโลกุตตระ พระองค์ก็ทรงทราบทั้งหมด ขันธโลก อายตนโลก อินทรีย์ สัจจะต่างๆ เป็นโลกที่มีมากมายก่ายกอง เพราะองค์ก็รู้แจ้งทั้งหมด  อนุตตะโร ปุริสะทัมมะสารถิ ก็เป็นพระคุณของพระผู้มีพระภาคอย่างหนึ่งที่เป็นสารถีฝึกบุรุษที่สมควรฝึก ที่ไม่มีใครยิ่งกว่า  เป็น อะนุตตะโร  ซึ่งในครั้งพุทธกาลผู้ที่ได้รับการฝึกฝนจากพระผู้มีพระภาคก็มากมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ที่ดุร้าย อย่างเช่น โจรองคุลีมาล  เป็นผู้ที่แม้พระราชาเองก็หวาดกลัว ไม่สามารถที่จะไปปราบปราม ไปฝึกฝนเขาได้ แต่พระผู้มีพระภาคทรงฝึกฝนโจร ผู้มีความร้ายกาจ โดยไม่ต้องใช้อาญา  ไม่ต้องใช้ศาสตราอาวุธอะไรเลย ก็สามารถจะฝึกผู้ที่มีความโหดร้ายเหล่านี้ได้ อันนี้ก็เป็นพระคุณอย่างหนึ่ง แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ที่เป็นช้างนาฬาคีรีตกมัน มีความร้ายกาจมากเลย พระผู้มีพระภาคก็ทรมานได้ ฝึกได้ ทำให้ช้างหมดพยศได้แน่นอน  เช่นเดียวกัน สัตถาเทวมนุษย์สานัง เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย พุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  ภะคะวา ทรงจำแนกพระธรรม เป็นพระคุณที่โบราณาจารย์ทั้งหลายท่านได้จำแนกไว้ในตำรา และในบทสวดมนต์ทั้งหลาย  ที่ให้เราเข้าใจในพุทธคุณ ซึ่งก็จะว่าแล้วเป็นส่วนน้อย ซึ่งท่านได้เปรียบเหมือนน้ำในมหาสมุทร เวลาเอาเข็มจุ่มลงไป น้ำส่วนที่ลอดช่องเข็มปริมาณน้อยมาก พระคุณที่ยังไม่ได้สรรเสริญก็มาก เปรียบเหมือนน้ำในมหาสมุทร แต่ที่ปุถุชนทั้งหลาย  ผู้ที่เป็นบัณฑิตทั้งหลายที่สรรเสริญก็มีส่วนน้อย เหมือนกับน้ำที่ลอดในช่องเข็มเท่านั้นเอง ซึ่งก็เปรียบกันไม่ได้เลย อันนั้นก็เป็นพระคุณของพระผู้มีพระภาคที่ท่านได้เปรียบเทียบไว้ เป็นสิ่งที่ว่า มากมายอย่างนั้นจริงๆ